วิธีเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์ (Blackjack) พร้อมสูตรเล่นให้ได้เงิน

วิธีเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์ (Blackjack) พร้อมสูตรเล่นให้ได้เงิน

ถ้าไม่รู้ วิธีเล่นแบล็คแจ็ค (Blackjack) ให้ละเอียดพอ ผู้เล่นก็อาจจะไม่ได้สัมผัสกับความสนุกของเกมไพ่แบล็คแจ็คออนไลน์ เพราะสิ่งที่ทำให้มันไม่เหมือนเกมอื่นๆ ก็คือ… จะมีการเอาเรื่อง ‘หลักความน่าจะเป็น‘ ของสถิติตัวเลขเข้ามาใช้ และรูปแบบการวางเงินเดิมพันก็ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างจากรูปแบบเกมไพ่คาสิโนอื่นๆ อย่างบาคาร่าออนไลน์ เป็นต้น

21 blackjack

และคราวนี้เราจะมาสอนมือใหม่เกี่ยวกับ วิธีการเล่นไพ่ แบล็คแจ็ค ให้เข้าใจกันได้แบบง่ายๆ แถมด้วยสูตรพื้นฐานของการเป็นนักเดิมพันแบล็คแจ็คที่ดี รับรองว่าถ้าได้เข้าใจกติกาและรูปแบบการเล่นต่างๆ แล้ว แบล็คแจ็คออนไลน์ จะเป็นอีกเกมเดิมพันที่ทำให้เรารู้สึกสนุกได้ทั้งวันทั้งคืนกันเลยทีเดียว

กฎกติกาแบล็คแจ็คขั้นพื้นฐาน

รูปแบบการตัดสินว่าใครจะได้ – เสีย ระหว่างฝั่งดีลเลอร์และผู้เล่น ของเกมไพ่แบล็คแจ็ค หรือแบล็คแจ็คออนไลน์ มีกฎกติกาการเล่นที่เหมือนกันดังนี้:

  • แต้มสูงสุดคือ 21
  • หากแต้มเกิน 21 เท่ากับ ‘Busted’ หรือเสียทันที
  • มือไหนที่ได้  [[ Ace 1 ใบ + ไพ่มีค่า 10 = Blackjack!! ]]
  • ผู้เล่น – เจ้ามือ Blackjack เหมือนกัน จะถือว่าเสมอ
  • ทั้งผู้เล่นและดีลเลอร์ สามารถใช้สิทธิจั่วไพ่เพิ่มได้ โดยฝั่งดีลเลอร์จะหยุดจั่วเมื่อไพ่มากกว่า หรือเท่ากับ 17 (บางโต๊ะก็ 16)

วิธีการนับไพ่แบบแบล็คแจ็ค (Card Value)

เกมไพ่แบล็คแจ็คจะนับแต้มแบบจำไม่ยาก ตามดังนี้:

  • ไพ่เลข 2 – 10 มีค่าเท่ากับตัวเลขบนหน้าไพ่
  • ไพ่ฝรั่ง Jack, Queen  และ King มีค่าเท่ากับ 10
  • ไพ่ Ace สามารถเป็นได้ทั้ง 1 หรือ 11
  • ในการเล่น หาก 1 ใน 2 ใบแรก มีไพ่ Ace จะเรียกว่า ‘Soft Hand’ นอกเหนือจากนี้จะเป็น ‘Hard Hand’
แบล็คแจ็คออนไลน์ เว็บไหนดี
Card Value ของเกมไพ่ 21 แบล็คแจ็ค (blackjack)

Blackjack มีวิธี เล่นยังไง

ก่อนที่จะเริ่มเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์ เราไปดูกันก่อนว่า บนโต๊ะเดิมพันหลังจากเจ้ามือแจกไพ่แล้ว ผู้เล่นมีสิทธิตัดสินใจอะไรได้บ้าง

  • Hit: ขอไพ่เพิ่มทีละ 1 ใบ และผู้เล่นจะขอได้เรื่อยๆ จนกว่าจะ Busted หรือพอใจ
  • Stand: ไม่ต้องการรับไพ่เพิ่ม (พอใจกับแต้มที่ได้แล้ว)
  • Double Down: ใช้สิทธิจั่วไพ่เพิ่มได้อีก 1 ใบเท่านั้น พร้อมลงเงินเดิมพันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
  • Split: ใช้ได้ในกรณีที่ผู้เล่นได้ไพ่คู่กัน สามารถเลือก Split เพื่อแยกคู่เป็น 2 มือ และใช้สิทธิ Hit สำหรับเรียกไพ่ที่แยกออกมาได้
  • Blackjack: เมื่อผู้เล่น หรือดีลเลอร์ ได้แต้มจากไพ่ 2 ใบแรก เป็น 21 พอดี
  • Busted: เมื่อผู้เล่น หรือดีลเลอร์ จั่วไพ่ตั้งแต่ใบที่ 3 ขึ้นไป ได้แต้มรวมเยอะกว่า 21 ถือว่าแพ้ทันที
  • Surrender: ใช้ได้ตอนแจกไพ่ 2 ใบแรกเสร็จแล้ว (โดยดีลเลอร์เปิดไพ่ 1 ใบ) เป็นการหมอบ และได้เงินเดิมพันคืนเป็น 1/2 หรือครึ่งเดียวนั่นเอง
  • Insurance: หลังแจกไพ่ 2 ใบแรกเสร็จ หากไพ่ใบที่ 1 ของดีลเลอร์เป็น Ace ผู้เล่นจะมีสิทธิเลือกว่าจะ ทำ/ไม่ทำ ถ้าเลือก ‘ทำ’ จะต้องลงเงินเดิมพันเพิ่มอีก ครึ่งเท่า ถ้าดีลเลอร์ได้ 21 blackjack ผู้เล่นจะได้เงินที่ทำประกันไว้เป็น 2 เท่า แต่ถ้าไม่ blackjack 21 ก็เสียเงิน Insurance ไปทันที

ไพ่แบล็คแจ็ค จะมีขั้นตอนการเล่นระหว่างดีลเลอร์ – ผู้เล่น ตามนี้

  1. ดีลเลอร์จะผายมือผ่านผู้เล่นทุกคน เป็นสัญญาณว่าให้วางเงินเดิมพันได้
  2. เมื่อวางงานเดิมพันเสร็จแล้ว ดีลเลอร์จะแจกไพ่แบบเปิดแต้ม เรียงให้ผู้เล่นจนครบ คนละ 2 ใบ
  3. ดีลเลอร์จะได้จั่วไพ่ใบที่ 2 เป็นคนสุดท้าย ซึ่งจะเป็นการจั่วแบบปิดหน้าไพ่
  4. จากนั้น ดีลเลอร์จะให้เราได้เริ่มเล่นก่อน โดยเรียงจาก ซ้ายมือ ไป ขวามือ (ของดีลเลอร์)
  5. ผู้เล่นแต่ละคน สามารถเลือกว่า จะ Hit, Stand, Double Down, Pair หรือ Secured
  6. เมื่อฝั่งผู้เล่นเสร็จแล้ว ดีลเลอร์จะเปิดไพ่ใบที่ 2 โดยมีสิทธิจั่วเพิ่มได้ ถ้าแต้มน้อยกว่า 16 หรือ 17 (แล้วแต่กฎของแต่ละโต๊ะ)
  7. หากดีลเลอร์ได้เกิน 21 จะถือว่า Busted เช่นเดียวกับผู้เล่น

ทั้งหมดนี้เป็น 7 ขั้นตอนการเล่น ที่นักพนันทุกท่านจะได้ใช้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเล่นในคาสิโนออนไลน์ คาสิโนจริง หรือจะลองหัดเล่นกับเพื่อนๆ ดูที่บ้าน ก็เป็นอีกเกมที่สนุกใช้ได้เลยเช่นกัน

รูปแบบการวางเงินเดิมพัน

จุดเด่นของเกมไพ่แบล็คแจ็คออนไลน์ ที่ทำให้นักพนันรู้สึกเร้าใจ และทำเงินได้ง่าย ก็คือรูปแบบการวางเดิมพันของแบล็คแจ็คนี่แหละ

ซึ่งนอกเหนือจากเดิมพันแบบปกติ (Regular bet) ที่มีอัตราการจ่าย 1:1 นักพนันแบล็คแจ็คมืออาชีพหลายคน มักจะใช้รูปแบบพวกนี้ในการทำเงินด้วย

Behind Bet

ผู้เล่นสามารถวางเงินเดิมพันที่ช่องด้านหลังของผู้เล่นคนอื่นได้ เห็นใครมือขึ้น หรือรู้สึกถูกโฉลกใคร ก็วางเงินเดิมพันที่ด้านหลัง และยกให้เค้าตัดสินใจแทนได้เลยนั่นเอง

Perfect Pair

เมื่อไพ่ 2 ใบแรกที่ผู้เล่นได้รับ เป็นไพ่คู่กัน ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่แบล็คแจ็คมีอัตราการคูณให้กับไพ่คู่ทั้ง 3 รูปแบบ คือ

  1. ไพ่คู่ผสม (Mixed Pairs) อัตราจ่าย 6:1 – ไพ่ที่มีค่าเท่ากัน แต่ไม่นับดอก เช่น ไพ่ Q โพดำ – Qเอซ, ไพ่ 10 ข้าวหลามตัด – 10 โพแดง เป็นต้น
  2. ไพ่คู่สีเหมือนกัน (Colored Pairs) อัตราจ่าย 12:1 – ไพ่ที่มีค่าเท่ากัน มีสีของดอกเหมือนกัน โดยไม่จำเป็นต้องดอกเหมือนกัน เช่น ไพ่ 9 ข้าวหลามตัด – 9 โพแดง, ไพ่ J โพดำ – J ดอกจิก
  3. ไพ่คู่เพอร์เฟค (Perfect Pairs) อัตราจ่าย 25:1 – ไพ่ที่มีทั้งค่าและดอกตรงกัน 2 ใบ

21+3 คือ?

เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเดิมพัน ที่ทำเงินให้นักพนันแบล็คแจ็คออนไลน์ได้ไวมาก ซึ่ง 21+3 คือ เดิมพันว่าไพ่ 2 ใบของเรา และ 1 ใบแรกของดีลเลอร์ เรียงกัน โดยแบ่งเป็น 5 แบบ คือ

  • Suited Trips อัตราจ่าย 100:1 – ได้ไพ่เดียวกันทั้ง 3 ใบ มีทั้งดอกและเลขเหมือนกัน
  • Straight Flush อัตราจ่าย 40:1 – ไพ่เรียงกัน 3 ใบ โดยมีดอกเหมือนกัน
  • Three of a kind อัตราจ่าย 30:1 – ได้ไพ่ตอง หรือเลขเดียวกัน 3 ใบ (แต่ไม่นับดอก)
  • Straight อัตราจ่าย 10:1 – ไพ่ 3 ใบ เป็นแต้มเรียงกัน แต่ดอกไม่เหมือนกัน
  • Flush อัตราจ่าย 5:1 – ไพ่ทั้ง 3 ใบ ได้ดอกเหมือนกัน แต่เลขไม่เหมือนกัน

แบล็คแจ็คออนไลน์

คำถามที่ผู้เล่นใหม่ถามบ่อยที่สุด (FAQ)

1. อะไรคือ ‘Soft’ และ ‘Hard’ มีความหมายต่างกันยังไง?

ผู้เล่นใหม่หลายคนไม่ทราบว่า อะไรคือ Soft กับ Hard ที่คนอื่นชอบพูดกัน?

ความแตกต่างของของทั้ง 2 อย่างนี้ จะขึ้นอยู่กับไพ่ Ace เท่านั้น โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้เล่นมีไพ่ 1 ใน 2 ใบแรก เป็น Ace จะถูกเรียกว่า ‘Soft Hand’ ทันที ที่เรียก Soft เพราะไพ่ Ace เป็นตัวลดความเสี่ยงของฝั่งผู้เล่น ยิ่งได้ Ace คู่กับไพ่ที่มีแต้มมากเท่าไหร่ โอกาสที่ดีลเลอร์จะแพ้ก็มากขึ้นตาม

ส่วน ‘Hard’ จะหมายถึง กรณีที่ ผู้เล่นได้ไพ่ 2 ใบ โดยไม่มี Ace ซึ่งแปลว่า ผู้เล่นจะมีตัวเลือกในการเล่นที่น้อยลง เช่น เราได้ไพ่คู่ 10 มีค่าเท่ากับ 20 ผู้เล่นจะไม่สามารถจั่วไพ่เพิ่มได้ ตรงกันข้ามกับกรณีที่มี Ace (ประมาณว่า ผู้เล่นจะเล่นได้ยากกว่าตอนมี Ace ในมือ)

1. Surrender หรือหมอบ ควรใช้ตอนไหนดี?

การหมอบของผู้เล่น จะใช้สิทธิได้เมื่อตอนมีไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วหลักการใช้ Surrender ผู้เล่นมืออาชีพมักจะเลือกตอนที่พบว่าไพ่ 2 ใบของตัวเองอยู่ในระดับกลางๆ แต่ก็ไม่สูงมาก ในขณะที่เจ้ามือได้ไพ่ฝรั่ง หรือ Ace ซึ่งแปลว่าฝั่งดีลเลอร์มีโอกาสได้ Blackjack ดังนั้นการเลือก Surrender ที่ถูกจังหวะ ก็สามารถเซฟเงินทุนของนักพนันไปได้ด้วยเช่นกัน

2. ควรจะใช้ Split ตอนไหน?

มือใหม่หลายคนอาจจะคิดว่า ถ้าตัวเองได้ไพ่คู่ Ace หรือไพ่ที่มีค่าเป็น 10 มา 2 ใบ ควรจะเลือก Split เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะเจ้ามือ..

ความเป็นจริงคือไม่ใช่เลยครับ นักพนันมืออาชีพส่วนใหญ่จะเลือก Split ก็ต่อเมื่อไพ่ 2 ใบแรก มีค่าไม่ถึง 20 ซึ่งถ้าหากเราเลือก Split กับไพ่อย่างคู่ 10 หรือคู่ฝรั่ง ทางหลักสถิติถือว่า โอกาสที่เราจะเสียจากเจ้ามือมีมากขึ้น ดังนั้นทางที่ดีควรเก็บ Split ไว้เฉพาะตอนที่ได้ไพ่ต่ำๆ ก็พอ

3. Double Down ควรใช้ตอนไหน?

การเลือก Double Down ถ้าใช้ไม่ดีก็ทำให้เป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน เพราะผู้เล่นจะไม่สามารถขอไพ่ใบที่ 4 เพิ่มได้อีก และต้องลงเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัว

สำหรับผู้เล่นใหม่ แนะนำให้เลือก Double Down ก็ต่อเมื่อสัญชาติญาณในตัวคุณ มันบอกว่าไพ่ใบที่ 3 จะทำให้แต้มคุณใกล้กับ 21 มากที่สุด ซึ่งอาจจะต้องดูทั้งไพ่ใบที่ 3 ของผู้เล่นก่อนหน้าเราประกอบด้วย แต่ถ้าไม่ชัวร์ก็อย่า Double Down จะดีที่สุด

ทว่านักพนันที่มีประสบการณ์ จะรู้ดีว่าจังหวะไหนควร Double Down ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากับหลักความน่าจะเป็นพอสมควร และเราจะนำมาอธิบายให้ทุกท่านต่อไปครับ

4. Hit กับ Stand ยังไงดี?

แค่การเลือกตัดสินใจว่าจะ Hit หรือ Stand ก็ส่งผลกับเงินเดิมพันของเราได้ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าหากว่าไพ่ 2 ใบแรกของเรา มีค่าตั้งแต่ 17 ขึ้นไป ผู้เล่นมือใหม่ก็ควรเลือก Stand จะเหมาะกว่า

แต่ในกรณีที่ไพ่สองใบแรกมีค่าน้อยมาก เราก็สามารถเลือก Hit เพื่อจั่วไพ่ไปได้ที่ 3 4 หรือ 5 ได้ จนกว่าจะพอใจกับแต้ม แต่ต้องระวังไม่ให้แต้มเกิน 21 จนกลายเป็น Busted ด้วยเช่นกัน

5. ดีลเลอร์จั่วไพ่ได้กี่ใบ? และหยุดจั่วเมื่อไหร่?

เชื่อว่าผู้เล่นใหม่หลายคนต้องสับสนแน่นอน เมื่อเห็นดีลเลอร์ในคาสิโนออนไลน์ จั่วไพ่ให้ตัวเองได้หลายใบติดต่อกัน ซึ่งการกำหนดเลขที่ฝั่งดีลเลอร์ต้องหยุดจั่ว จะเรียกกันว่า Soft 17

ถ้าเราเห็นบนโต๊ะแบล็คแจ็คออนไลน์ เขียนว่า “Dealer must stand on 17 and must draw to 16” แปลว่า ดีลเลอร์ต้องจั่วไพ่จนกว่าจะได้แต้มมากกว่า หรือเท่ากับ 17 แต่จะไม่จั่วเพิ่มในกรณีที่ไพ่ 2 ใบแรกมีค่าเท่ากับ 16 พอดี

บางโต๊ะอาจจะกำหนดให้เป็น Soft 16 ซึ่งตรงนี้ก็มีผลกับเรื่องของค่า House Edge และโอกาสในการได้กำไรทางสถิติของผู้เล่นด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วแบบ Soft 17 จะเป็นที่นิยมมากกว่า

6 เทคนิคการเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์ แบบพื้นฐานใช้ได้จริง

เมื่อเข้าใจรูปแบบการเล่นและกติกาทั้งหมดของเกมไพ่แบล็คแจ็คออนไลน์แล้ว เราขอเสริมเทคนิคง่ายๆ ที่นักพนันมากประสบการณ์ส่วนใหญ่นำมาใช้กัน

ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่สูตรที่ทำให้นักพนันชนะได้ 100% (ไม่มีสูตรแบบนั้นในโลกแน่นอน) แต่การเดิมพันอย่างมีหลักการ ที่ผ่านการวิเคราะห์จากนักคณิตศาสตร์ จะช่วยให้เรามีโอกาสทำกำไรในระยะยาวได้มากกว่า และมันก็ดีกว่าการตัดสินใจแบบเดามั่วแน่นอนครับ

  • Hit เมื่อได้ไพ่ 2 ใบแรกเป็น Ace กับ 6 เท่านั้น เพราะโอกาสที่ไพ่ใบที่ 3 จะทำให้ใกล้เลข 21 มีมากที่สุด แต่ให้เลือก Stand เมื่อไพ่เป็น Ace กับ 7
  • ถ้าได้ไพ่ 2 ใบแรกรวมกันเป็น 10 หรือ 11 ให้ Double Down ได้เลย
  • ใช้ Split ก็ต่อเมื่อได้คู่ Ace และคู่ 8 เท่านั้น และห้าม Split เมื่อได้ไพ่เป็น 10 กับ 6
  • หากได้ไพ่คู่ 7 ให้เลือก Split ก็ต่อเมื่อไพ่ใบแรกของดีลเลอร์ น้อยกว่า 7 เท่านั้น
  • ถ้าดีลเลอร์มีไพ่ใบแรกเป็น 4, 5 หรือ 6 ผู้เล่นไม่จำเป็นต้อง Hit ยกเว้นแต่ผู้เล่นจะได้ ‘Soft Hand’ (มี Ace ในมือ) เพราะโอกาสที่ดีลเลอร์จะ Bust มีสูงกว่า
  • ควรหยุด เมื่อไพ่เราได้ตั้งแต่ 17 ขึ้นไป แม้ว่าดีลเลอร์จะมีใบแรกเป็น Ace ก็ตาม เพราะหากเราจั่วเพิ่ม ผู้เล่นจะมีโอกาส Bust สูงกว่าดีลเลอร์ทันที

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้เล่นมือใหม่ ที่ยังไม่อยากปวดหัวกับตัวเลขมากนัก ทุกท่านสามารถเอาไปลองใช้กันได้เลยครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ลืมว่า ควรเล่นเดิมพันอย่างมีสติ และไม่สนับสนุนให้ยึดติดกับมันมากจนเกินไป ขอให้โชคดีครับ

สูตรแบล็คแจ็ค

Close Menu